หนึ่งในรากฐานสำคัญของ SEO คือการวิจัยคีย์เวิร์ดและทำอย่างถูกวิธี เรื่องนี้อาจซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด เพราะไม่ใช่แค่เลือกคีย์เวิร์ดที่คนค้นหามากที่สุด แต่ต้องเลือกคีย์เวิร์ดที่ใช่ นั่นคือการหา Niche ของคุณ คีย์เวิร์ดที่เหมาะกับ Niche นั้น และคีย์เวิร์ดที่สามารถติดอันดับสูงได้ภายใต้งบประมาณของคุณ
ในฐานะบริษัท SEO ในกรุงเทพฯ เรารู้ดีว่าการสร้างคอนเทนต์โดยไม่วิจัยคีย์เวิร์ดนั้นไม่ได้ผล คุณอาจเขียนคอนเทนต์ได้ยอดเยี่ยม แต่หากไม่ได้ปรับแต่งอย่างเหมาะสมก็ยากจะเห็นผลลัพธ์และทราฟฟิกจะต่ำ เพราะท้ายที่สุดแล้ว คีย์เวิร์ดคือสิ่งที่ขับเคลื่อนทราฟฟิกเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณ
วิธีค้นหาคีย์เวิร์ด
ไม่มีกฎตายตัวว่าต้องหาคีย์เวิร์ดอย่างไร เพราะมีวิธีที่ได้ผลอยู่หลายทาง วิธีเริ่มต้นที่พบบ่อยที่สุดคือกำหนด “Seed Keywords” ก่อน จากนั้นจึงหาวลีที่เกี่ยวข้องมาใช้ในคอนเทนต์ เช่น หากคุณเปิดร้านชุดแต่งงาน คำอย่าง “ชุดแต่งงาน” “ชุดเพื่อนเจ้าสาว” หรือ “ลองชุดแต่งงาน” ล้วนเหมาะสม
ใช้ Google
ตามที่กล่าวในส่วนก่อนหน้า วิธีนี้อาจดูพื้นฐาน แต่การพิมพ์คำสั้น ๆ ลงในช่องค้นหาของ Google แล้วดูว่า Autocomplete แนะนำอะไร หรือใช้ “People Also Ask” และ “People Also Search For” จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าผู้ใช้กำลังค้นหาอะไร

เป็นวิธีที่รวดเร็วและให้ทั้งไอเดียคีย์เวิร์ดและชื่อบทความบล็อกได้หลายรายการ
เครื่องมือคีย์เวิร์ด
มีเครื่องมือคีย์เวิร์ดฟรีจำนวนมากที่สร้างคีย์เวิร์ดได้เป็นร้อยรายการจาก Seed Keyword แม้จะออกแบบมาเพื่อ PPC เป็นหลัก แต่ Google Keyword Planner ก็เป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยม เช่นเดียวกับ AnswerThePublic แม้จะจำกัดจำนวนการค้นหาต่อวัน สำหรับคนส่วนใหญ่ เครื่องมือฟรีก็เพียงพอ แต่หากมีคีย์เวิร์ดที่ต้องพิจารณาหลายร้อยรายการ อาจต้องใช้เครื่องมือที่จริงจังกว่านั้น

เครื่องมือแบบเสียเงินอย่าง Ahrefs, SEMrush หรือ Moz ให้อินไซต์มากกว่ามาก ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรเจาะคีย์เวิร์ดไหน แม้ราคาจะค่อนข้างสูง แต่ช่วยประหยัดเวลาได้หลายชั่วโมง และหากใช้อย่างถูกวิธีจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ
วิธีวิเคราะห์คู่แข่ง
การรู้ว่าคู่แข่งกำลังทำอะไรเป็นสิ่งจำเป็นใน SEO การเข้าใจว่าพวกเขาติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดใดช่วยให้คุณวางกลยุทธ์ได้ ซึ่งอาจต้องลงทุนกับเครื่องมือคีย์เวิร์ดคุณภาพสูง แต่ในช่วงสัปดาห์และเดือนถัดไป จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า
แพลตฟอร์มค้นหาอื่น ๆ
หลายคนคงทราบว่า YouTube ถูกยกให้เป็นเครื่องมือค้นหายอดนิยมอันดับสอง แม้ในทางเทคนิคจะไม่ใช่ Search Engine ก็ตาม เป็นช่องทางชั้นดีในการดูว่าผู้คนถามอะไรเกี่ยวกับ Niche ของคุณ และให้ไอเดียทั้งด้านคอนเทนต์และคีย์เวิร์ด แพลตฟอร์มอื่นที่มีประโยชน์สำหรับการวิจัยคีย์เวิร์ด ได้แก่:
- Amazon (สำหรับ e-Commerce ระดับโลก) – เป็น “Search Engine” ที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก
- TikTok (ด้วยเหตุผลคล้าย YouTube โดยเฉพาะหากกลุ่มเป้าหมายของคุณอายุน้อย)
- Wikipedia
- Quora
- ฟอรัมในอุตสาหกรรมหรือฟอรัมที่เกี่ยวข้องกับ Niche ของคุณ
Keyword Metrics
หมดยุคที่นักเขียนคอนเทนต์สนใจแค่คีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาสูงสุดแล้ว คุณควรมุ่งไปที่คีย์เวิร์ดที่ต้องการติดอันดับจริง ๆ เพราะจะเกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือ Niche ของคุณมากกว่า
คุณอาจติดอันดับสูงในคำที่คนค้นหาบ่อย แต่หากในความเป็นจริงคำนั้นแทบไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณนำเสนอ ก็แทบไร้ประโยชน์ อัลกอริทึมของ Google ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ และมักลงโทษคอนเทนต์ที่ไม่ตรงประเด็น ซึ่งอาจทำให้ผลลัพธ์ SEO ย่ำแย่
Google RankBrain คืออะไร?
RankBrain เปิดตัวในปี 2015 และยังคงเป็นแกนหลักของอัลกอริทึมการค้นหาของ Google ในปี 2024 โดยมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามเวลา RankBrain ใช้ Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์เพื่อเข้าใจเจตนาเบื้องหลังการค้นหาของผู้ใช้ได้ดีขึ้น พัฒนาการนี้ทำให้ผล SERP ของ Google ตรงประเด็นและสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ใช้มากขึ้น
คีย์เวิร์ดแบบ Long-tail
คีย์เวิร์ดแบบ Long-tail ย่อมมีปริมาณการค้นหาต่ำกว่า แต่นี่คือโอกาสมากกว่าอุปสรรค คีย์เวิร์ดแบบ Long-tail และ Middle-tail มักตรงประเด็นมากกว่า และผู้ที่เข้าเว็บไซต์ผ่านคำเหล่านี้มีแนวโน้มมีส่วนร่วมกับคุณมากกว่า ผลคือ Conversion Rate สูงขึ้น ซึ่งก็คือสิ่งที่คุณต้องการอยู่แล้ว

การหาสมดุลระหว่างจำนวนการค้นหาต่อเดือนกับความเกี่ยวข้องอาจเป็นเรื่องท้าทาย และนี่คือจุดที่เมตริก Keyword Difficulty เข้ามามีบทบาท
ในปี 2024 คีย์เวิร์ดแบบ Long-tail ยิ่งทวีความสำคัญ เพราะ Voice Search เติบโตต่อเนื่อง และผู้ใช้มักถามด้วยประโยคเต็มแบบบทสนทนา
Keyword Difficulty
เมื่อเลือกคีย์เวิร์ด คุณต้องประเมินตามจริงว่าจะติดอันดับสูงได้ยากแค่ไหน แน่นอนว่าคำทั่วไปมาก ๆ นั้นยากอย่างยิ่ง ทั้งการติดอันดับสูงในครั้งแรกและการรักษาอันดับให้ต่อเนื่อง เมตริก Keyword Difficulty จะช่วยประเมินโอกาสในการติดหน้าแรก เครื่องมืออย่าง Ahrefs มีคะแนน Keyword Difficulty (KD) ที่จัดระดับความยากตั้งแต่ 0 ถึง 100

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือแต่ละตัวอาจให้คะแนน KD ต่างกัน คุณอาจใช้สามเครื่องมือกับคีย์เวิร์ดเดียวกันแล้วได้คะแนนต่างกันทุกตัว (บางครั้งต่างกันถึง 50%) สาเหตุคือแต่ละเครื่องมือใช้อัลกอริทึมของตัวเองและแทบจะแน่นอนว่าใช้วิธีคำนวณคนละชุด ดังนั้นเมื่อทำ SEO เราแนะนำอย่างยิ่งให้ยึดเครื่องมือเดียว เพื่อให้เปรียบเทียบบนมาตรฐานเดียวกัน
Search Intent ในปี 2024
หนึ่งในส่วนสำคัญที่สุดของการวิจัยคีย์เวิร์ดคือการวิเคราะห์ SERPs ซึ่งช่วยให้คุณได้ข้อมูลสำคัญสองอย่าง:
- คุณจะรู้ว่าใครครองอันดับหนึ่งบน SERP และวางกลยุทธ์เพื่อท้าชิงได้
- คุณจะเข้าใจเจตนาเบื้องหลังการค้นหา หรือที่เรียกว่า Search Intent
การระบุ Search Intent เป็นสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้คุณปรับแต่งผิดคำ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ค้นหา “วิธีอบเค้ก” ชัดเจนว่าต้องการสูตร ไม่ใช่ร้านขายเค้กออนไลน์
ตามที่ระบุไว้ในบทที่ 2 Search Intent มีหลายรูปแบบ การจับคู่คีย์เวิร์ดกับ Intent ที่ถูกต้องช่วยยกระดับ SEO ได้อย่างมาก:
- Navigational – ผู้ใช้ค้นหาเว็บไซต์หรือแบรนด์ที่เจาะจง เช่น “Nike”
- Informational – ผู้ใช้ต้องการข้อมูลเฉพาะ เช่น “วิธีอบเค้ก”
- Transactional – ผู้ใช้ต้องการซื้อสินค้า เช่น “ซื้อ Nike Air”
- Commercial – ผู้ใช้กำลังหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น “รีวิว iPhone 16 Pro”
สำหรับ SEO ของเว็บไซต์ คุณต้องมองภาพอย่างมีสัดส่วน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีบล็อกเกี่ยวกับเบอร์เกอร์กูร์เมต์ การทุ่มเวลาและเงินทั้งหมดเพื่อติดอันดับหนึ่งของคำว่า “เบอร์เกอร์” แทบไม่มีประโยชน์ เพราะคุณจะแข่งโดยตรงกับ McDonald's และ Burger King ทั้งที่สิ่งที่คุณนำเสนอต่างกันมาก
น้อยคนที่ค้นหาคำว่า “เบอร์เกอร์” เพียงคำเดียว ส่วนใหญ่คำนี้เป็นส่วนหนึ่งของวลี Long-tail เช่น “กินเบอร์เกอร์อร่อยที่ไหนดีในกรุงเทพฯ” ซึ่งน่าจะตรงประเด็นกว่า ในมุมของ Conversion การติดอันดับต้น ๆ ในผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องสำคัญกว่าการติดอันดับสูงในคีย์เวิร์ดที่คนค้นหาบ่อยมาก
หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวิจัยคีย์เวิร์ด
ข้อผิดพลาดหนึ่งที่มือใหม่ SEO มักทำคือการมุ่งไปที่คีย์เวิร์ดปริมาณการค้นหาสูงโดยไม่พิจารณาความเกี่ยวข้องหรือความยาก อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ให้เน้นคีย์เวิร์ดแบบ Long-tail ที่มีแนวโน้มนำทราฟฟิกที่ตรงกลุ่มเข้ามามากกว่า

อีกปัญหาที่พบบ่อยคือการตีความข้อมูลผิด ตัวอย่างเช่น อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้าในบทนี้ Google Keyword Planner ออกแบบมาเพื่อ Google Ads ดังนั้นเมื่อระบบแสดงคำว่า “Competition” จึงหมายถึงการแข่งขันของคีย์เวิร์ดนั้นในโฆษณา Google ไม่ได้บอกว่าการติดอันดับแบบ Organic ของคีย์เวิร์ดนั้นยากแค่ไหน
Keyword Stuffing
การยัดคีย์เวิร์ด (Keyword Stuffing) เป็นอีกกับดักที่นักเขียนคอนเทนต์มือใหม่หลายคนติด นั่นคือการใช้คีย์เวิร์ดเดิมซ้ำ ๆ ในบทความจนผู้อ่านดูออกทันทีว่าคีย์เวิร์ดคืออะไร ทางที่ดีควรเลือก Focus Keyword หนึ่งคำ และใช้ในตำแหน่งเหล่านี้เท่าที่ทำได้:
- ชื่อเรื่อง/พาดหัว
- Title Tag และ Meta Description
- หนึ่งในสองย่อหน้าแรก
- อีกไม่เกินสองสามครั้งในเนื้อหาหลักของบทความ
Google ให้ความสำคัญกับคุณภาพของคอนเทนต์ หมายถึงต้องอ่านง่าย เขียนดี และให้อินไซต์ มีการตั้งข้อสังเกตด้วยซ้ำว่าคุณอาจติดอันดับในคีย์เวิร์ดที่ไม่ได้อยู่ในข้อความเลย! แทนที่จะใช้คีย์เวิร์ดเดิมซ้ำ ๆ เราแนะนำให้ใช้คีย์เวิร์ดแบบ Latent Semantic Indexing (LSI)
LSI Keywords
คีย์เวิร์ดแบบ Latent Semantic Indexing (LSI) คือคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักของคุณ มักเปลี่ยนไปตามเทรนด์ปัจจุบันแต่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เนื้อหา ในปี 2024 เครื่องมืออย่าง LSI Graph ยังคงมีประโยชน์ในการหาคำเหล่านี้
Keyword Mapping
Keyword Mapping คือกระบวนการกำหนดว่าคีย์เวิร์ดใดควรเจาะที่หน้าไหน เป็นขั้นตอนสำคัญของทุกแคมเปญ SEO เพราะคุณต้องมั่นใจว่าคีย์เวิร์ดไม่ทับซ้อนกันจนเกิด ‘Keyword Cannibalisation’ ซึ่งคือการมีมากกว่าหนึ่งหน้าที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดเดียวกัน ทำให้ Google สับสนและอาจส่งผลให้อันดับตกในที่สุด เราอธิบาย Keyword Mapping โดยละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
อัปเดตสำคัญด้าน SEO ปี 2024
E-E-A-T: Google ขยายการให้ความสำคัญกับ Experience, Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness (E-E-A-T) เมื่อวิจัยคีย์เวิร์ดเพื่อสร้างคอนเทนต์ คุณต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอย่างสุขภาพ การเงิน และกฎหมาย
AI และ Natural Language Processing: เมื่อคอนเทนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีประมวลผลภาษาธรรมชาติก้าวหน้าขึ้น การใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT ช่วยในการวิจัยคีย์เวิร์ดจะเพิ่มความตรงประเด็นและการจับคู่ Search Intent ได้ดีขึ้น
ติดต่อเรา
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวิจัยคีย์เวิร์ด หรือเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับ SEO และการตลาดดิจิทัล ติดต่อเราได้ที่ 02 038 5400