การบล็อกบุคคลจาก Facebook Page จะป้องกันไม่ให้บุคคลนั้นกดถูกใจ แสดงความคิดเห็น หรือส่งข้อความถึงเพจ ส่วนใหญ่ใช้เพื่อจัดการบัญชีสแปมที่ก่อกวนซ้ำ ๆ ผู้ที่แสดงความคิดเห็นในเชิงคุกคาม หรือบุคคลที่พฤติกรรมสร้างความเสียหายต่อคอมมูนิตี้ของเพจ การบล็อกต่างจากการซ่อนหรือลบความคิดเห็นทีละรายการ เพราะเป็นการตัดความสามารถในการโต้ตอบกับเพจของบุคคลนั้นทั้งหมด
บล็อกบุคคลจาก Facebook Page ทำอย่างไร
- ไปที่ Facebook Page ของคุณ แล้วหาโพสต์หรือความคิดเห็นของบุคคลที่ต้องการบล็อก
- คลิกที่ชื่อของบุคคลนั้นเพื่อเปิดโปรไฟล์
- ในหน้าโปรไฟล์ คลิกไอคอนเมนูจุดสามจุด (ตัวเลือกเพิ่มเติม) ใต้รูปภาพหน้าปก
- เลือก บล็อก (Block)
- จะมีข้อความยืนยันปรากฏขึ้น กดยืนยันว่าต้องการบล็อกบุคคลนั้นจากเพจของคุณ
บล็อกโดยตรงจาก Page Settings ได้หรือไม่
ได้ หากไม่มีความคิดเห็นหรือโพสต์ล่าสุดของบุคคลนั้นให้กดเข้าไป คุณสามารถบล็อกผ่าน Page Settings ได้ โดยไปที่เพจของคุณ คลิก Settings จากนั้นเลือก Privacy แล้วเลือก Blocking
คุณสามารถพิมพ์ชื่อหรืออีเมลเพื่อค้นหาและบล็อกผู้ใช้ที่ต้องการได้ วิธีนี้ยังเหมาะสำหรับตรวจสอบรายชื่อผู้ใช้ที่ถูกบล็อกอยู่ในปัจจุบัน หรือปลดบล็อกเมื่อจำเป็น
การบล็อก (Block) กับการแบน (Ban) ต่างกันอย่างไร
บน Facebook Page คำว่าบล็อกและแบนมักใช้แทนกันได้ ทั้งสองคำหมายถึงการป้องกันไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งโต้ตอบกับเพจของคุณ การบล็อกผ่านโปรไฟล์หรือผ่าน Page Settings ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน บุคคลที่ถูกบล็อกยังเห็นโพสต์สาธารณะของเพจได้หากค้นหาขณะไม่ได้เข้าสู่ระบบ แต่จะโต้ตอบไม่ได้เมื่อเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของตนเอง
บุคคลที่ถูกบล็อกจะรู้ตัวหรือไม่
Facebook จะไม่แจ้งเตือนบุคคลนั้นว่าถูกบล็อก เขาจะพบเพียงว่าไม่สามารถกดถูกใจ แสดงความคิดเห็น หรือส่งข้อความถึงเพจได้อีก แต่จะไม่ได้รับการแจ้งเตือนที่อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน ความคิดเห็นที่ผู้ถูกบล็อกเคยโพสต์ไว้จะยังคงแสดงอยู่บนเพจ เว้นแต่คุณจะลบออกด้วย
ปลดบล็อกทำอย่างไร
หากต้องการปลดบล็อก ให้ไปที่ Page Settings จากนั้นเลือก Privacy แล้วเลือก Blocking หาชื่อบุคคลนั้นในรายการ Blocked Users แล้วคลิก Unblock ข้างชื่อ เมื่อปลดบล็อกแล้ว บุคคลนั้นจะกลับมาโต้ตอบกับเพจได้อีกครั้ง ทั้งนี้หากการบล็อกเกิดจากความผิดพลาดหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยทั่วไปควรลบคอนเทนต์ที่เป็นปัญหาออกก่อนแล้วจึงค่อยปลดบล็อก