ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อเราตรวจสอบบัญชี Google Ads (2023)

ที่ Phoenix Media เรามักได้ทำงานกับลูกค้าที่เคยมีประสบการณ์กับ Google Ads มาก่อน ไม่ว่าจะเป็น […]

ที่ Phoenix Media เรามักได้ทำงานกับลูกค้าที่เคยมีประสบการณ์กับ Google Ads มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ หรือเคยลองแล้วแต่ตอนนี้หยุดไป เรามองว่าการได้เข้าถึงบัญชี Ads เพื่อตรวจสอบอย่างรวดเร็วนั้นมีประโยชน์เสมอ (ถ้าเป็นไปได้)

เราจึงคิดว่าการเขียนบล็อกโพสต์เพื่อสรุปจุดหลัก ๆ ที่เรามักพบปัญหาน่าจะเป็นประโยชน์ ดังนั้นหากตอนนี้คุณกำลังรันแคมเปญ Google Ads ที่ผลลัพธ์ยังไม่ดีนัก ประเด็นด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณลองตรวจสอบด้วยตัวเองได้

Google Ads คืออะไร

Google Ads หรือที่เดิมรู้จักกันในชื่อ Google AdWords คือแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ของ Google ที่ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถสร้างและแสดงโฆษณาบนหน้าผลการค้นหาของ Google เว็บไซต์ต่าง ๆ ในเครือข่าย Google Display Network รวมถึงบนวิดีโอ YouTube

Google Ad Campaign Choices

หลักการหลักของ Google Ads คือการใช้โฆษณาแบบ pay-per-click (PPC) ที่ผู้ลงโฆษณาจะประมูลคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของตน เมื่อผู้ใช้ค้นหาคีย์เวิร์ดเหล่านั้นหรือเข้าชมเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง โฆษณาก็จะปรากฏขึ้น ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ตรงจุดได้ Google Ads มีรูปแบบโฆษณาให้เลือกหลากหลาย ทั้ง text ads, display ads, video ads และอื่น ๆ จึงเป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นสำหรับการโปรโมตสินค้าหรือบริการ เพิ่มทราฟฟิกให้เว็บไซต์ และผลักดัน Conversion

วิธีให้สิทธิ์เข้าถึงบัญชี Google Ads ของคุณ

ในการตรวจสอบบัญชีที่มีอยู่ เราจำเป็นต้องได้รับสิทธิ์เข้าถึงบัญชี Ads อย่างน้อยระดับ Read Only

ขั้นตอนนี้จะพาคุณไปยังตัวเลือกให้เลือกระดับสิทธิ์ที่ต้องการมอบให้ ตรงนี้คุณเพียงกรอกอีเมลของบุคคลที่ต้องการให้สิทธิ์เข้าถึง *หมายเหตุ อีเมลนี้ต้องเป็นอีเมล Gmail

คุณอาจต้องปรับการตั้งค่าใน ‘Allowed domains’ ให้เป็นอีเมลของบุคคลนั้น เช่น @phoenixmedia.co.th หรือ @gmail.com หรือปลดข้อจำกัดออกทั้งหมด

ที่ Phoenix Media เนื่องจากเรามีทีมงานหลายคนที่ช่วยกันดูแลบัญชี เราจึงนิยมขอสิทธิ์เข้าถึงผ่าน MCC (My Client Center) ของเรา ซึ่งจะต้องใช้หมายเลข customer ID 10 หลัก ที่อยู่ตรงมุมซ้ายบนเมื่อคุณล็อกอินเข้าสู่ระบบแล้ว

จุดที่ควรปรับปรุง

เมื่อเราได้พูดถึงพื้นฐานบางอย่างของ Google Ads ไปแล้ว ต่อไปนี้คือจุดที่เรามักพบว่าควรปรับปรุงเมื่อตรวจสอบบัญชี Ads ที่มีอยู่

การใช้ Match type ผิดประเภท

Match type ใน Google Search Ads จะกำหนดว่าโฆษณาของคุณจะแสดงเมื่อใดและอย่างไร บัญชี Ads ที่ตั้งค่าดีจะใช้ทั้ง Broad, Phrase และ Exact match ผสมกัน เพื่อให้แน่ใจว่าโฆษณาแสดงเฉพาะกับคำที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่จำกัดจนใช้งบไม่หมด ปัญหาที่เราพบบ่อยคือบัญชีที่ใช้ Broad match จำนวนมากพร้อมรูปแบบต่าง ๆ มากมาย Broad นั้นตามชื่อคือกว้างมาก หากคุณใช้ Broad match โดยทั่วไปแค่หนึ่งหรือสองคำก็เพียงพอที่จะครอบคลุมทั้งหัวข้อแล้ว

ข้อผิดพลาดในการตั้งค่า Conversion Tracking

อีกปัญหาที่พบบ่อยคือเรื่อง conversion tracking ใน Google Ads มีหลายวิธีที่คุณสามารถตั้งค่า conversion tracking ได้

ไม่ว่าจะใช้ Google Ads เอง หรือนำเข้าจากช่องทางอื่นเช่น Analytics เรามักพบว่า Conversion ตั้งค่าไม่ถูกต้อง หรืออยู่ปลาย funnel มากเกินไปจนไม่มีนัยสำคัญต่อแคมเปญ เช่นเดียวกับการตลาดดิจิทัลทุกด้าน conversion tracking เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการวัดผล

ไม่มีการทำ Remarketing

ทุกแคมเปญจะมีอัตรา Conversion ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะ 1% หรือ 50% ความจริงคือทราฟฟิกส่วนใหญ่ที่เข้ามาในเว็บไซต์จะออกไปโดยไม่เกิด Conversion ดังนั้นควรใช้แบนเนอร์ Remarketing เพื่อแสดงต่อผู้เข้าชมเหล่านี้เสมอ เพื่อเตือนให้พวกเขากลับมาซื้อ

Remarketing graphic

ข้อดีของ Remarketing คือกลุ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณมักจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก ดังนั้นแคมเปญ Remarketing ที่ใช้วิธีประมูลแบบ CPC จึงเป็นวิธีที่ดีในการเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านั้นอีกครั้งด้วยต้นทุนต่ำ

เลือกกลยุทธ์การประมูล (Bidding) ผิด

ใน Google มีกลยุทธ์การประมูลให้เลือกมากมาย ยุคที่ต้องตั้งราคาประมูลแบบ manual สำหรับทุกคีย์เวิร์ดนั้นผ่านไปนานแล้ว (แม้ตัวเลือกนั้นจะยังมีอยู่)

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจกลยุทธ์การประมูลแต่ละแบบและรู้ว่าควรใช้เมื่อใด เรื่องนี้เป็นหัวข้อใหญ่ในตัวเอง อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ของเรา เรามักใช้ Max Conversions หรือ Target Impression Share

ตั้งค่า Location Settings ผิด

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ส่งผลกระทบได้มาก ใน location settings คุณมีทางเลือก 2 แบบ

แบบแรกหมายถึง หากมีคนแสดงความสนใจในพื้นที่ที่คุณกำหนดเป้าหมาย เช่น หากคุณเปิดร้านทำผมในอโศก และต้องการกำหนดเป้าหมายคำว่า Hair Salon + Asoke พร้อมตั้งรัศมีเป้าหมาย 2 กิโลเมตรรอบร้าน ตัวเลือกแบบแรกจะทำให้โฆษณายังแสดงต่อทุกคน (ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด) หากพวกเขาค้นหา Hair Salon + Asoke

ส่วนตัวเลือกแบบหลังหมายถึง ผู้ใช้จะต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดจริง ๆ โฆษณาจึงจะแสดง

Ad Strength ต่ำ

Ad Strength เข้ามาแทนที่ Quality Score สำหรับ Text Ad ในความสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ดเป้าหมาย ปัจจุบัน Google จะบอกระดับตั้งแต่ ‘Poor’, ‘Average’, ‘Good’ ไปจนถึง ‘Excellent’ เมื่อเราตรวจสอบแคมเปญ เรามักเห็นโฆษณาจำนวนมากที่มีสถานะ Poor

โครงสร้างแคมเปญ (Campaign structure)

บางทีสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของผู้จัดการโฆษณาที่ยังไม่มีประสบการณ์ คือวิธีการจัดโครงสร้างบัญชี เรื่องนี้ต้องอาศัยความเข้าใจในสินค้าหรือบริการเป็นอย่างดี และประสบการณ์มากในการสร้างและปรับแคมเปญโฆษณา แต่ก็สำคัญมากเมื่อต้องขยายแคมเปญ ควบคุมงบประมาณ และทดสอบคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ ใน Google Ads มีการตั้งค่าบางอย่าง เช่น งบประมาณ ที่ควบคุมได้เฉพาะในระดับแคมเปญเท่านั้น ดังนั้นจึงสำคัญที่จะต้องมีโครงสร้างที่ให้แบ่งงบประมาณแคมเปญได้อย่างเหมาะสม

Negative keyword

Negative keyword ทำงานตรงข้ามกับ Target Keyword ในแง่ที่ทั้งคู่ต่างมี match type แต่ Negative keyword จะป้องกันไม่ให้โฆษณาของคุณแสดงเมื่อคำนั้นถูกใช้ใน Search query

เมื่อตรวจสอบแคมเปญ เรามักพบว่า Negative keyword ถูกใช้ไม่ถูกต้อง ทำให้โฆษณาแสดงและใช้งบประมาณไปกับคำที่ไม่เกี่ยวข้อง

Ad extension

Ad Extension เป็นส่วนหนึ่งของ Google Ads ที่พัฒนาอยู่ตลอด ในขณะนี้ (ณ เดือนกันยายน 2023) Google Ad Extension ที่มีให้ใช้ ได้แก่:

Business Name และ Logo

Sitelinks

Callout

Structured Snippet

Call

Lead Form

Location

Affiliate Location

Price

App

Promotion

แต่ละ extension ค่อนข้างเข้าใจได้ในตัว และการใช้ extension ที่มีทั้งหมดหรือที่เกี่ยวข้อง มักจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้ Ad Rank และ CTR ที่ดีขึ้น เรามักพบว่ามีการใช้ Ad extension น้อยมาก

บัญชีไม่ได้เชื่อมต่อกับ Analytics

แม้ว่า Google Analytics และ Google Ads จะเป็นเครื่องมือจากบริษัทเดียวกัน แต่หากไม่ได้เชื่อมต่อกัน ข้อมูลส่วนใหญ่ก็จะไม่ถูกแบ่งปัน ใน Analytics คุณจะไม่เห็นข้อมูลบัญชี Ads และในบัญชี Ads คุณก็จะไม่เห็นข้อมูลของ Analytics

นอกจากนี้คุณยังต้องเชื่อมต่อบัญชีเพื่อนำเข้า Conversion และ audience ด้วย การเชื่อมต่อบัญชีจึงเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่มักถูกมองข้าม เราพบบ่อยว่าไม่มีการเชื่อมต่อ Analytics เลย หรือในระยะหลังยังเชื่อมต่ออยู่กับ GA เวอร์ชันเก่า

สรุป

นั่นคือบทสรุปของโพสต์เกี่ยวกับปัญหาที่พบบ่อยที่สุดเมื่อเราตรวจสอบบัญชี Google Ads ที่มีอยู่ เราเข้าใจว่ายังไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก เพราะแต่ละบัญชีมีความแตกต่างกันและต้องใช้วิธีการและคำแนะนำที่ต่างกันเล็กน้อย หากคุณอยากให้เราตรวจสอบบัญชี Google Ads ของคุณ หรืออยากปรึกษาเราเรื่องการช่วยดูแลแคมเปญ ติดต่อทีมงานที่ Phoenix Media ได้เลยวันนี้

เผยแพร่เมื่อ 12 กันยายน 2023 · โดย Robert Wee