Technical SEO คือกระบวนการปรับแต่งด้านเทคนิคของเว็บไซต์เพื่อให้ Search Engine สามารถ Crawl, Index และจัดอันดับเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นที่วิธีการสร้างและการทำงานของเว็บไซต์ มากกว่าเนื้อหาที่อยู่ในนั้น
Technical SEO ต่างจาก On-Page และ Off-Page SEO อย่างไร?
โดยทั่วไป SEO แบ่งออกเป็นสามด้าน ได้แก่ Technical, On-Page และ Off-Page โดย On-Page SEO ครอบคลุมเนื้อหา Metadata และ Internal Link ส่วน Off-Page SEO ครอบคลุม Backlink และสัญญาณความน่าเชื่อถือจากภายนอก
Technical SEO ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง ได้แก่ โครงสร้างของเว็บไซต์ ความเร็วในการโหลด และวิธีที่ Search Engine เข้าถึงและตีความเว็บไซต์ ทั้งสามด้านต้องทำงานร่วมกัน เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาแข็งแรงแต่มีพื้นฐานด้านเทคนิคที่ไม่ดีจะทำผลงานได้ต่ำกว่าที่ควร เพราะ Search Engine ไม่สามารถเข้าถึงหรือเข้าใจเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้อง
Technical SEO ครอบคลุมอะไรบ้าง?
Technical SEO เป็นศาสตร์ที่กว้าง โดยด้านที่พบบ่อยที่สุดได้แก่:
Crawlability: ว่า Search Engine สามารถเข้าถึงและเดินทางไปยังหน้าเว็บของคุณได้หรือไม่
Indexation: ว่าหน้าเว็บของคุณถูก Google จัดเก็บและประมวลผลหรือไม่
ความเร็วเว็บไซต์และ Core Web Vitals: หน้าเว็บโหลดเร็วแค่ไหนและมีความเสถียรทางสายตาเพียงใด
Mobile-Friendliness: ว่าเว็บไซต์แสดงผลบนอุปกรณ์มือถือได้ถูกต้องหรือไม่
HTTPS: ว่าเว็บไซต์ใช้การเชื่อมต่อที่ปลอดภัยหรือไม่
Structured Data: Markup เพิ่มเติมที่ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาในหน้าเว็บ
โครงสร้าง URL, เนื้อหาซ้ำ (Duplicate Content), Sitemap และ robots.txt
การ Crawl และ Index คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ?
Crawling คือกระบวนการที่บอทของ Google เข้าเยี่ยมชมและอ่านหน้าเว็บบนเว็บไซต์ของคุณ ส่วน Indexing คือสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น: Google ประมวลผลและจัดเก็บหน้าเหล่านั้นไว้ในดัชนี (Index) ทำให้หน้าเหล่านั้นมีสิทธิ์ปรากฏในผลการค้นหา หน้าเว็บที่ไม่ถูก Crawl หรือ Index จะไม่สามารถติดอันดับได้ ไม่ว่าเนื้อหาจะมีคุณภาพเพียงใด
Sitemap ช่วยด้วยการแสดงรายการหน้าเว็บของคุณในรูปแบบที่มีโครงสร้างให้ Crawler เดินตาม ส่วนไฟล์ robots.txt ควบคุมว่า Crawler ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงหน้าใดบ้าง Google Search Console แสดงให้เห็นว่าหน้าใดถูก Index และแจ้งเตือนข้อผิดพลาดในการ Crawl ทำให้เป็นที่แรกที่ควรตรวจสอบเมื่อสืบหาปัญหาด้านการ Index
[Screenshot: รายงาน Coverage ใน Google Search Console แสดงจำนวนหน้าที่ถูก Index ควบคู่กับข้อผิดพลาดและ URL ที่ถูกยกเว้น Alt text: รายงาน coverage ใน Google Search Console แสดงหน้าที่ถูก Index และที่ถูกยกเว้นพร้อมจำนวนข้อผิดพลาด]
ความเร็วเว็บไซต์ส่งผลต่อ Technical SEO อย่างไร?
ความเร็วเว็บไซต์เป็นปัจจัยจัดอันดับที่ Google ยืนยันแล้ว วัดผลผ่านชุดตัวชี้วัดที่เรียกว่า Core Web Vitals ซึ่งประเมินประสิทธิภาพการโหลด การโต้ตอบ และความเสถียรทางสายตา หน้าเว็บที่โหลดช้าส่งผลต่อทั้งอันดับและพฤติกรรมผู้ใช้: ผู้เข้าชมออกจากเว็บเร็วขึ้น และ Google ถือว่าความเร็วเป็นสัญญาณของคุณภาพโดยรวมของหน้าเว็บ ในประเทศไทยที่ทราฟฟิกเว็บส่วนใหญ่มาจากอุปกรณ์มือถือบนการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ไม่แน่นอน ประสิทธิภาพของหน้าเว็บจึงเป็นปัญหาที่เราพบบ่อยเป็นพิเศษระหว่างการตรวจสอบด้านเทคนิค
จำเป็นต้องมีนักพัฒนาเพื่อแก้ปัญหา Technical SEO หรือไม่?
ปัญหาด้านเทคนิคบางอย่างสามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องอาศัยงานพัฒนา เช่น การอัปเดต Canonical Tag หรือการแก้ไข Metadata ภายใน CMS ส่วนปัญหาอื่น ๆ รวมถึงปัญหา Server-Side Rendering, Redirect Chain หรือการติดตั้ง Structured Data ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของนักพัฒนา ที่ Phoenix Media เราทำการตรวจสอบด้านเทคนิคเพื่อระบุและจัดลำดับความสำคัญของปัญหา จากนั้นจึงลงมือแก้ไขปัญหาที่ตรงไปตรงมาด้วยตัวเอง หรือจัดทำบรีฟที่ชัดเจนให้ทีมพัฒนาของลูกค้า เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงถูกดำเนินการอย่างถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่
บทความคลังความรู้ที่เกี่ยวข้อง:
• Internal Link คืออะไรและแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับ SEO
• ความสำคัญของความเร็วเว็บไซต์และวิธีปรับปรุงให้เร็วขึ้น
• คู่มือ Google Search Console ฉบับย่อ
• SEO Plugin: สำคัญแค่ไหนต่อการจัดอันดับเว็บไซต์
ลิงก์ภายนอก:
• Google Search Console Help Centre
• คู่มือ Core Web Vitals ของ Google