Knowledge Base

Search Engine คืออะไรและทำงานอย่างไร?

Search Engine ทำงานอย่างไร ทั้งการ Crawl การจัดทำ Index และการจัดอันดับ ประเภทของคำค้นหา และรูปแบบผลการค้นหาที่ Search Engine แสดง

การทำ SEO What is / explanation อ่าน 6 นาที

ความรู้ว่าผู้คนใช้ Search Engine อย่างไร ประเภทของคำค้นหาที่ผู้ใช้พิมพ์ และอัลกอริทึมทำงานอย่างไร เป็นพื้นฐานสำคัญของการทำ SEO

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ SEO ในกรุงเทพฯ เรารู้ว่าปัจจัยการจัดอันดับใดสำคัญที่สุด ในบทนี้ของคู่มือ เราจะเจาะลึกปัจจัยเหล่านี้ เพื่อให้คุณเข้าใจมากขึ้นและเริ่มรู้ว่าจะนำไปใช้ในกลยุทธ์ SEO ของคุณได้อย่างไร

พื้นฐานการทำงานของ Search Engine

Search Engine ทุกตัวทำงานในลักษณะเดียวกันและมีขั้นตอนที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับกระบวนการอัตโนมัติส่วนใหญ่ มันทำงานไล่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งแทบจะเป็นระบบขั้นตอนตายตัว โดยพื้นฐานแล้ว Search Engine มีสามองค์ประกอบ และกระบวนการจะทำงานผ่านองค์ประกอบเหล่านี้ตามลำดับ

กระบวนการคือ Crawling > Indexing > การเลือกผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง เราจะลงลึกในแต่ละขั้นตอนด้านล่าง

Crawling

บอต (หรือสไปเดอร์) จะสแกนหรือ Crawl เว็บไซต์ของคุณอย่างละเอียดทีละส่วน ตรวจสอบคุณภาพของคอนเทนต์ การใช้คีย์เวิร์ด หัวข้อ H1 และ H2 ไฮเปอร์ลิงก์ต่าง ๆ รวมถึงรูปภาพที่คุณใส่ไว้ บอตเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ภายในไม่กี่วินาที และเป็นกระบวนการที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง ไฮเปอร์ลิงก์จะถูกตรวจสอบทั้งความเกี่ยวข้องและการใช้งานได้จริง ดังนั้นในฐานะผู้ดูแลเว็บไซต์ คุณต้องมั่นใจว่าทุกอย่างบนเว็บไซต์อยู่ในสภาพเรียบร้อยตลอดเวลา

seo spider

Indexing

ขั้นตอนถัดไปคือนำข้อมูลที่รวบรวมได้ระหว่างการ Crawl ไปจัดเก็บเข้าคลังข้อมูล (Index) ของ Search Engine ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานกว่ามาก อาจกินเวลาตั้งแต่หนึ่งวันไปจนถึงหนึ่งเดือน ควรจำไว้ว่าทุกการเปลี่ยนแปลงที่คุณทำจะถูกบอตตรวจพบและส่งไปจัดทำ Index

จนกว่าการเปลี่ยนแปลงของคุณจะถูกจัดทำ Index มันจะยังไม่ส่งผลต่อผลการค้นหา ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความอดทน และการตัดสินใจใด ๆ ที่อิงจากการเปลี่ยนแปลงนั้นควรรอจนกว่าการจัดทำ Index จะเสร็จสมบูรณ์ก่อน

Search console index

การเลือกผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง

เหตุผลหลักของการค้นหาของผู้ใช้คือการได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการ หน้าที่ของ Search Engine คือเลือกผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหามากที่สุด โดยค้นจาก Index ของตัวเอง แม้ต้องตรวจสอบเว็บไซต์นับพันล้านแห่งทั่วโลก แต่กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ด้วยอัลกอริทึมหลากหลายรูปแบบ

การเลือกผลลัพธ์สำคัญกับผู้พัฒนาเว็บไซต์ไม่แพ้กัน เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือติดอันดับสูงสำหรับคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ แม้ปัจจัยการจัดอันดับจะเป็นที่รู้กันทั่วไป และ Search Engine มักเปิดเผยข้อมูลนี้พร้อมกับการอัปเดตครั้งใหญ่ แต่สูตรและวิธีคำนวณที่ใช้จริงยังคงเป็นความลับ

ปัจจัยการจัดอันดับหลักมีอะไรบ้าง?

อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้า Search Engine เปิดเผยปัจจัยหลายอย่าง บางอย่างพิสูจน์แล้ว บางอย่างยังเป็นทฤษฎี แน่นอนว่าควรทำงานบนข้อเท็จจริงและใช้กลยุทธ์สายขาว (White Hat) ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล มากกว่าจะเสี่ยงก้าวเข้าไปในพื้นที่สีเทา

อย่างที่เราบอกไว้ในบทที่หนึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับ SEO เพื่อทำให้สำเร็จและสร้างผลบวกให้เว็บไซต์ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่คุณต้องเข้าใจคือโปรไฟล์ Backlink ซึ่งโดยพื้นฐานคือภาพรวมของ Backlink ที่ชี้มายังเว็บไซต์และคุณภาพของลิงก์เหล่านั้น หรือให้ถูกต้องกว่านั้นคือ Authority ของลิงก์ อาจมองอย่างง่ายได้ว่าเป็นเหมือนการอ้างอิงในงานวิชาการ

แม้ Backlink จะสำคัญมาก แต่ด้านอื่น ๆ ก็มองข้ามไม่ได้ นี่คือปัจจัยสำคัญบางส่วน ซึ่งแต่ละข้อมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน

  • ประวัติของโดเมน
  • ความเกี่ยวข้องและ Authority ของลิงก์
  • การใช้คีย์เวิร์ดและวลีอย่างถูกต้อง
  • HTML Tags
  • Topical Authority
  • UX และ UI
  • เลย์เอาต์ของหน้าเว็บและความเร็วในการโหลดหน้า
  • การมีใบรับรอง HTTPS
Domain age

มีเครื่องมือมากมายที่บอกอายุของโดเมนได้

อย่างที่พูดถึงในบทที่หนึ่ง ปัจจัยเหล่านี้แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ On-page SEO (ซึ่งรวมด้านเทคนิคทั้งหมดด้วย) และ Off-page SEO ซึ่งรวมถึงการสร้างลิงก์ (Link Building)

ผู้คนใช้ Search Engine อย่างไร?

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจใน SEO คือ Search Engine ถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ การตอบสนองความต้องการของผู้ใช้จึงเป็นเป้าหมายหลักของ Search Engine ดังนั้น SEO ของคุณต้องตอบโจทย์ผู้ใช้เป็นอันดับแรก ตามมาติด ๆ ด้วยข้อกำหนดของ Search Engine คุณอาจมีเว็บไซต์ที่ดูสวยงาม เทคนิคยอดเยี่ยม และเปิดมาหลายปี แต่ถ้าไม่มีใครเห็นว่าเกี่ยวข้องหรือมีประโยชน์ และการมีส่วนร่วมต่ำ อันดับของคุณก็จะร่วงลง

การใช้ Search Engine พัฒนามาตั้งแต่ยุค 1990 แต่หลักการเบื้องหลังการโต้ตอบของผู้ใช้ยังคงเดิม:

  • เพื่อค้นหาข้อมูล คำตอบของคำถาม หรือทางแก้ของปัญหา
  • พิมพ์คำค้นหาลงใน Search Engine โดยคำค้นหาคือคีย์เวิร์ดหรือคีย์วลี และ/หรือมีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้น
  • ผู้ใช้มักเลือกหนึ่งในสามผลลัพธ์แรก
  • ผู้ใช้จะดูมากกว่าหนึ่งเว็บไซต์บน SERP ของตน
  • ผู้ใช้อ่านแบบกวาดสายตาเพื่อหาคำตอบ และต้องการเจอคำตอบอย่างรวดเร็ว
  • ผู้ใช้เปลี่ยนคำค้นหาหากไม่เจอคำตอบที่ต้องการ

Search Engine ชั้นนำและส่วนแบ่งตลาด

มี Search Engine ราว 25 ตัวที่ถูกใช้เป็นประจำทั่วโลก แต่มีเพียงห้าอันดับแรกเท่านั้นที่มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 1% โดย Google ครองส่วนแบ่งก้อนใหญ่ที่สุดอย่างไม่น่าแปลกใจ ตามข้อมูลด้านล่าง (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2024) ด้วยเหตุนี้คนส่วนใหญ่จึงทำ SEO โดยอิงกับ Google และอัลกอริทึมของ Google เป็นหลัก

  • Google – 90.37%
  • Bing – 3.86%
  • Baidu – 0.91%
  • Yahoo – 1.24%
  • Yandex – 1.36%

* ที่มา: StatCounter Global Stats 2024

ประเภทของคำค้นหามีอะไรบ้าง?

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น บทบาทของ Search Engine ยังคงเดิม เช่นเดียวกับประเภทของคำค้นหาที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไป โดยกว้าง ๆ แล้ว คำค้นหาจะจัดอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือบางครั้งมากกว่าหนึ่งประเภทดังต่อไปนี้

คำค้นหาแบบ Navigational ยังคงเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่างน่าประหลาดใจ คือการที่ผู้คนค้นหาเว็บไซต์หรือแบรนด์ที่เจาะจง เช่น Google, Facebook หรือ Nike แม้ผู้ใช้จะรู้โดเมนของเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่ก็ยังพิมพ์ “google” หรือ “facebook” ลงใน Search Engine และเว็บไซต์กับแบรนด์อันดับต้น ๆ ก็เป็นฝ่ายได้รับปริมาณการค้นหาสูงสุดจริง ๆ

คำว่า “youtube” คือสิ่งที่ถูกค้นหามากที่สุดบน Google ด้วยยอดค้นหาราว 1.3 พันล้านครั้งต่อเดือนทั่วโลก (ที่มา: SEMRush)

คำค้นหาแบบ Informational

คำค้นหาประเภทนี้คือการที่ผู้ใช้ค้นหาข้อมูล มักอยู่ในรูปแบบ “วิธี...”, “ทำไม...” หรือ “ควร...หรือไม่” ซึ่งเป็นคำค้นหาที่พวกเราหลายคนพิมพ์แทบทุกวัน

Informational Query

คำค้นหาแบบ Transactional

หนึ่งในด้านที่เติบโตอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่ผ่านมาคือการขายผ่านอินเทอร์เน็ต คำค้นหาแบบ Transactional คือคำค้นหาที่ผู้ใช้ต้องการซื้อสินค้า มักค้นด้วยชื่อสินค้าเฉพาะ เช่น “Louis Vuitton” หรือแบบกว้างขึ้นอย่าง “กระเป๋าแบรนด์เนม” บ่อยครั้งคำค้นหาจะเป็น “ซื้อ...ได้ที่ไหน” หรือ “ราคา...” แต่จะเจาะจงหมวดหมู่หรือสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งเสมอ

เป็นเรื่องปกติที่คำค้นหาแบบ Informational จะเปลี่ยนเป็นแบบ Transactional ด้วยการใช้ “Call to Action” (CTA) หรือการเปิดคำค้นหาในแอปหากค้นหาบนอุปกรณ์มือถือ

SERP อัปเดตบ่อยแค่ไหน?

เป้าหมายของ SEO คือการขึ้นหน้าแรกของผลการค้นหา Organic ของ Google สำหรับคำค้นหายอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ ในอุดมคติ คุณต้องการหรือจำเป็นต้องอยู่ในสามอันดับแรก โดยอันดับหนึ่งคือจุดสูงสุด แม้เผิน ๆ อาจดูเหมือนมีผู้ชนะได้เพียงรายเดียว แต่ความจริงไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

SERP อัปเดตทุกวันหรือแม้แต่ทุกชั่วโมง เมื่อเว็บไซต์และคอนเทนต์ใหม่ถูกจัดทำ Index ซึ่งส่งผลต่อผลการค้นหา Organic อย่าลืมว่าการค้นหาก่อนหน้า ตำแหน่งที่ตั้ง และ Cache ก็มีผลต่อผลลัพธ์ใน SERP ได้เช่นกัน แม้แต่การปรับจูนอัลกอริทึมของ Google เพียงเล็กน้อยก็กระทบ SERP ได้ ส่วนการอัปเดตอัลกอริทึมครั้งใหญ่สร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาลและความปั่นป่วนในวงการ SEO!

การอยู่อันดับสูงสุดวันนี้ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้จะยังอยู่ในสามอันดับแรก นี่คือเหตุผลที่ SEO แบบ Organic ต้องเป็นกระบวนการต่อเนื่องและไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์

ฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ SERP

SERP มีฟีเจอร์มากมายที่คนทั่วไปอาจไม่รู้จัก ยกตัวอย่าง “ตำแหน่งศูนย์” (Zero Position) คำค้นหาง่าย ๆ อย่าง “วิธีปอกหัวหอม” แทบทุกครั้งจะแสดง Featured Snippet ของ Google ที่ให้คำตอบครบถ้วนสำหรับงานเล็ก ๆ นี้ ฟีเจอร์อื่น ๆ ได้แก่ “Rich Snippets” ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้ใช้ และมีการพิสูจน์แล้วว่าการค้นหาแบบกว้างมาก ๆ มีอัตราการคลิก (CTR) ต่ำกว่ามาก

Rich Snippets ดึงดูดสายตาได้มากกว่า พร้อมทั้งให้ข้อมูลครบตามที่คุณต้องการ ใน SERP มี Rich Snippets จำนวนมาก แต่นี่คือแบบที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งคุณน่าจะเคยเห็นแต่อาจไม่ทันสังเกต:

  • Traditional Blue Links: ผลการค้นหา Organic มาตรฐานที่มี Title, URL และ Meta Description
  • Sitelinks: ลิงก์เพิ่มเติมไปยังหน้าอื่น ๆ ภายในเว็บไซต์ มักแสดงใต้ลิงก์หลัก
  • Featured Snippets: ข้อความที่คัดมาจากเว็บไซต์เพื่อตอบคำค้นหาโดยตรง
  • People Also Ask (PAA): กล่องแบบกดขยายที่มีคำถามและคำตอบที่เกี่ยวข้อง
  • Knowledge Panels: กล่องข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ (บุคคล สถานที่ องค์กร) ทางด้านขวาหรือด้านบนของ SERP
  • Local Knowledge Panels: ข้อมูลธุรกิจท้องถิ่น รวมถึงแผนที่ ช่องทางติดต่อ และรีวิว
  • Image Packs: แถบเลื่อนรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหา
  • Video Carousels: แถววิดีโอที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหา
  • Top Stories: บทความข่าวและพาดหัวที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหา
  • Review Snippets: คะแนนดาวและจำนวนรีวิว
  • Shopping Ads: โฆษณาสินค้าพร้อมรูปภาพ ราคา และลิงก์สำหรับสั่งซื้อ
  • Map Packs: แผนที่พร้อมรายชื่อธุรกิจท้องถิ่น
  • Text Ads: โฆษณา Search แบบข้อความมาตรฐานที่มีป้าย “Ad” ขนาดเล็ก
Featured Snippet

ฟีเจอร์ใหม่ที่กำลังมาแรง (2024)

  • AI Summaries: บทสรุปของคำค้นหาที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ
  • Interactive Experiences: การผสาน Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR)
  • Personalised Results: ผลการค้นหาที่ปรับตามพฤติกรรมและความชอบของผู้ใช้
  • Voice Search Results: Snippet ที่ปรับแต่งสำหรับการค้นหาด้วยเสียง
  • Instant Answers: คำตอบโดยตรงจาก AI โดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บไซต์

หากมีคำถามเกี่ยวกับอันดับของคุณใน SERP หรืออยากเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น โทรคุยกับทีมของเราได้วันนี้ที่ 02 038 5400