ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเฟซบุ๊คในปัจจุบันนั้นเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการโฆษณาประเทศไทย ตัวเลขของผู้ใช้งานจริงทั้งเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยติดต่อกับเป้าหมายลูกค้า และยิ่งธุรกิจโมเดลที่ใช้ง่ายกับผู้ใช้งาน จึงเห็นได้ชัดว่าทำไมการยิงแอดบนเฟซบุ๊คถึงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของบริษัทดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง

จำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊คในประเทศไทย

อ้างอิงจาก NapoleonCat.com จำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊คอยู่ที่ 59,200,000 คน ซึ่งเท่ากับ 85% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด และทั้งหมดนั้น 52% เป็นเพศหญิงที่อยู่ในช่วงอายุ 25-34 ปี

หน่วยที่ใช้วัดที่สำคัญอีกปัจจัยนึงที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันคือเวลาเฉลี่ยที่ใช้บนโซเชียลมีเดีย

*เว็บไซต์ Statista.com แสดงให้เห็นว่าเวลาค่าเฉลี่ยที่ใช้บนแพลตฟอร์ม Social Media ในประเทศไทยอยู่ที่ 2.48 ชั่วโมง ซึ่งจำนวนนี้รวมถึงจำนวนผู้ใช้งานบนเฟซบุ๊คด้วย

ข้อแตกต่างระหว่างโฆษณาบนเฟซบุ๊คและโพสบนเฟซบุ๊ค

นี่ก็ยังเป็นข้อสงสัยที่ถูกถามอยู่บ่อยครั้ง เราจะขออธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมในลิงค์นี้ โดยสรุปข้อที่แตกต่างได้แก่

โฆษณาโพส
แสดงผลเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเท่านั้นโพสจะสามารถมองเห็นได้บนเพจเฟซบุ๊ค
เมื่อแคมเปญหมดอายุ โฆษณาก็จะหายไปโพสยังขึ้นอยู่บนหน้าเพจตลอด (เว้นแต่ลบ โพสออก)
สามารถควบคุมประเภทของผู้รับ ตามจุดประสงค์ได้ขึ้นจำนวนเปอร์เซ็นต์หรือจำนวนผู้ติดตามบน เฟซบุ๊ค
สามารถยิงทดสอบหลายๆโฆษณาลงในแคมเปญเดียวOrganic Post ไม่ได้ใช้สำหรับทดสอบ
มีค่าใช้จ่ายในแต่ละ Interactionไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับ Organic Post

ประเภทของโฆษณาบนเฟซบุ๊ค

ประเภทของโฆษณาบนเฟซบุ๊คมีหลากหลายประเภทแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการที่ใช้ในจุดประสงค์ไหน ซึ่งเฟซบุ๊คนั้นได้จัดกลุ่มวัตถุประสงค์ไว้เป็น 3 หมวดหมู่ ได้แก่ 1. หมวดการรับรู้ (Awareness), หมวดการพิจารณา (Consideration), หมวดคอนเวอร์ชั่น (Conversion)

การเข้าใจถึงขั้นตอนและวิธีการเลือกวัตถุประสงค์ตามแคมเปญที่ถูกต้องนั้นถือเป็นความสำเร็จในระยะยาวเลยทีเดียว

ตัวเลือกที่เลือกเมื่อใช้สร้างแคมเปญโฆษณาบนเฟซบุ๊ค

วัตถุประสงค์ของแต่ละแคมเปญจะกำหนดงบประมาณในแต่ละวัน ยกตัวอย่าง ถ้าเราสร้างแบรนด์และปล่อยสินค้าออกไปยังลูกค้าปัจจุบัน เราอาจจะสร้าง Reach แคมเปญ เพื่อไปยังหน้าเพจผู้ติดตามทั้งหมด ถ้าหากเป้าหมายคือการสร้าง Feedback บนโพสหรือข้อเสนอพิเศษ (Special Offer) อาจจะเลือกใช้แคมเปญ Engagement หรือ Messenger แทน

กลุ่มเป้าหมาย

ทุกครั้งที่คุณได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับ Activity บน Facebook ไม่ว่าจะเป็นกดไลค์ เข้าร่วมกลุ่ม หรือพิมพ์คอมเมนท์ลงบนโพสรูปภาพก็ตาม ทาง Facebook อัลกอริธึมจะจดจำและสร้างโปรไฟล์ขึ้นมา โดยที่โปรไฟล์ของคุณนั้นจะสร้างมาจากข้อมูลส่วนบุคคล (Demographic) อายุ, เพศ, สถานที่, สถานะ และรวมไปถึงความสนใจของแต่ละบุคคล เป็นต้น ด้วยปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้จะช่วยสร้างลิสรายการตัวเลือกขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่ลงโฆษณานั้นสามารถเลือกใช้ได้

การสร้างสรรค์โฆษณา

โฆษณาไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของรูปภาพหรือวีดีโอที่แสดงให้กับผู้ชม รวมไปถึงคำบรรยายใต้ภาพ (Caption) หรือวีดีโอนั้นๆ ถือเป็นจุดหลักที่กำหนดความสำเร็จของโฆษณาในหมวดของ Engagement ซึ่งถ้าหาก Caption นั้นยาวเกินไป, ไม่น่าสนใจ หรือ วีดีโอโหลดช้า ก็จะถูกจัดอันดับในหมวด Engagement ที่ต่ำลงมา

วิธีเช็คคำตัดสิน Facebook ของการสร้างสรรค์โฆษณาได้จาก ‘Ad Set’

Facebook มีความต้องการที่จะช่วยโปรโมทโฆษณาที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ โดยช่วยส่งเสริมให้ได้ Engagement Rate ที่ดีขึ้น พูดง่ายๆก็คือว่า Facebook ช่วยแสดงให้โฆษณาได้เห็นบ่อยขึ้น และช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆลง 

การวัดค่า

การวัดค่าหรือ ‘ผลลัพธ์’ บนFacebook มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์แคมเปญที่เลือกไว้ จำนวนคนดูวีดีโอต่อครั้ง (Thruplay), จำนวนของ Lead Generation, จำนวนของผู้คนที่เข้าถึงต่อ 1,000

ตัวอย่างการนับผลลัพธ์ในแคมเปญที่แตกต่างกัน

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากจะต้องวางแผนงบประมาณในแต่ละแคมเปญให้ดีแล้ว ยังจะต้องวางให้ถูกวัตถุประสงค์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ดีที่สุด

Attribution ยังเป็นคีย์หลักว่า Facebook เริ่มที่จะวาง’ผลลัพธ์’ โดยค่าเริ่มต้นนั้น แคมเปญส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 28 วัน หรือ 1วัน 1 View ซึ่งหมายความว่าหากคุณเริ่มแคมเปญ Conversion และมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณผ่านโฆษณาบน Facebook แต่ไม่ได้ Convert หลังจาก 28 วันหลังจากนั้น ก็ยังนับได้ว่าเป็น 1 Conversion 

และในลักษณะคล้ายๆกันนี้ ถ้าหากมีผู้เข้าชมโฆษณาของคุณบน Facebook (แต่ไม่ได้คลิ๊กเข้ามา) แล้วเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ภายใน 24 ชั่วโมง อย่างนี้ก็นับว่าเป็น 1 Conversion 

Facebook พิกเซล มีค่าเท่าเทียมกับการวิเคราะห์จากกูเกิ้ล ที่ผู้ทำโฆษณาจะสร้างพิกเซลขึ้นมาในรูปแบบของแทค HTML ที่ถูกวางไว้บนเว็บไซต์เป้าหมายหรือ Landing Page

เมื่อพิกเซลได้ถูกติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ผู้ทำโฆษณาจะสามารถมองเห็นอีเวนท์ต่างๆบนเว็บไซต์และสามารถสร้างการทำ Conversion ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้

ความยืดหยุ่นและความมีประสิทธิภาพ

สาเหตุที่ทำให้โฆษณาบน Facebook มีความนิยมมากคือความยืดหยุ่นนั่นเอง เนื่องจากมีธุรกิจจำนวนน้อยที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการยิงแอดบน Facebook และโครงสร้างของวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันยังช่วยผลักดันให้เรื่องที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่าย

แนะนำแคมเปญของ การทำงานร่วมกันของ CPAS ที่ตอนนี้สามารถให้ผู้ทำโฆษณาเชื่อมต่อบัญชีได้โดยตรงกับทางแพลตฟอร์ม Market place ได้แก่ Shopee และ Lazada ซึ่งจะทำให้การค้าขายออนไลน์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นไปอีก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยที่ถูกแทนที่ที่ทำให้นักการตลาดใช้โฆษณาบน Facebookคือความมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะต้องการ low-cost leads จำนวนมากหรือน้อย, leads ที่มีคุณสมบัติสูง, traffic เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณหรือ Landing page, หรือยอดผู้เข้าชมบนวีดีโอโปรโมท ค่าใช้จ่ายและความมีประสิทธิภาพของการยิงแอดบน Facebook จะทำให้คู่แข่งเจ้าอื่นถอยไปเลย

ทำไมโฆษณาถึงไม่ค่อยเวิร์คบน Facebook

ถ้าหากต้องให้พูดถึงข้อเสียที่มีของการยิงแอดบน Facebook อาจจะเป็นการกำหนดเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยปกติแล้วถ้าเราทำธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) ซึ่งสินค้าหรืออุตสาหกรรมที่เฉพาะทางมากๆอาจจะเข้าถึงผู้ที่สนใจจริงๆได้ยากหน่อย ยกตัวอย่าง ผู้ลงโฆษณาอาจจะเข้าไปเช็คได้ใน Google Search Ads, แต่ยังมีข้อระวังคือการจำกัดในการค้นหาซึ่งอาจจะต้องสร้างการรับรู้ให้กับผู้ชมอย่างกว้างขวางขึ้น (บน Facebook)

บทสรุป

สรุปสั้นๆ โครงสร้างแคมเปญทาง Facebook ( และ แอดบนInstagramด้วย) 

ไม่ว่าคุณกำลังขายของออนไลน์, เปิดรับข้อสอบถาม หรือเพียงแค่ต้องการเพิ่มผู้ชมเพื่อทำการ Remarketing เป็นต้น โฆษณาบน Facebook มีความพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้ทำโฆษณาประสบความสำเร็จได้

ถ้าหากคุณมีความสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำโฆษณาบน Facebook หรือมีแคมเปญที่อยากจะให้ทางเราช่วยเข้าไปดูแล เข้ามาติดต่อพูดคุยกับทีมของเราได้เลยวันนี้

Recent blog posts and insights.